Lopez Blog

วิทยาศาสตร์ กับ ปรากฏการณ์โลกแตก (WorldBoom)

by on ก.ย..26, 2010, under หน้าแรกของ LopezCreate Blog

1.ปฏิทินมายาทำนายว่า ปี ค.ศ. 2012 เป็นวาระสุดท้ายของโลกจริงหรือ?
ปฏิทิน มายามีหลายแบบ แบบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปี ค.ศ. 2012 คือแบบที่เรียกกันว่า ปฏิทินรอบยาว (long count)

ปฏิทินมายา

ระบุวันด้วยชุดของตัวเลข ตัวเลขชุดนี้แทนวันที่ได้ยาวนาน 5,126 ปี เทียบกับวันที่ตามระบบปฏิทินสากลตั้งแต่ วันที่ 11 สิงหาคม 3114 ปีก่อนคริสต์กาลไปจนสุดจำนวนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2012 การสิ้นสุดของตัวเลขปฏิทินมายา หรือการครบจำนวนสูงสุดที่กำหนดไว้ในระบบนับวันระบบใดระบบหนึ่ง จะแสดงถึงการสิ้นสุดของโลกเชียวหรือ

คอมพิวเตอร์สมัยก่อนก็มีระบบปฏิทินในตัว เครื่องที่แสดงวันเดือนปีได้จนถึง สิ้น ค.ศ. 2000 อันเป็นที่รู้จักกันในนามของปัญหา Y2K แต่เมื่อสิ้นสุด ค.ศ. 2000 โลกก็ไม่ได้แตกตามระบบนับวันของคอมพิวเตอร์ ทำนองเดียวกัน โลกก็จะไม่แตกสลายเพราะว่าสูตรตัวเลขปฏิทินมายา หลังวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2012 ปฏิทินมายาก็จะเริ่มนับรอบใหม่ ว้าว…. เวรกรรม

2.Planet X คืออะไร?

เมื่อ ครั้งที่นักดาราศาสตร์รู้จักดาวเคราะห์แปดดวง ยังไม่พบดาวพลูโต นักดาราศาสตร์พบว่าการโคจรของดาวเนปจูนมีความผิดปรกติเหมือนมีแรงรบกวนจาก วัตถุขนาดใหญ่อีกดวงหนึ่งคอยดึงดูดรบกวนอยู่ วัตถุนี้อาจเป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่อีกดวงที่ยังมองไม่เห็น จึงมีความพยายามค้นหาดาวเคราะห์ลึกลับนี้โดยตั้งชื่อไว้ล่วงหน้าว่า ดาวเคราะห์เอกซ์ (Planet X)

แม้เวลาต่อมาจะมีการค้นพบดาวพลูโต ปัญหานี้ก็ยังไม่คลี่คลาย เนื่องจากดาวพลูโตเล็กและเบาเกินกว่าจะมีผลต่อการโคจรของดาวเนปจูน การค้นหาจึงดำเนินต่อไป ต่อมา หลังจากที่มียานอวกาศไปสำรวจดาวยูเรนัสกับเนปจูนในระยะใกล้ จึงพบว่าความผิดปกติของวงโคจรดังที่เคยสำรวจจากโลกนั้นเป็นเพียงความผิดพลาด จากการวัด ไม่ใช่ความผิดปรกติของวงโคจรแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามการค้นหาวัตถุใหม่นอกวงโคจรดาวเนปจูนก็ยังมีอยู่ต่อไป และนักดาราศาสตร์ก็ได้ค้นพบวัตถุอีกหลายดวง แต่ทุกดวงล้วนเป็นวัตถุเล็กคล้ายดาวพลูโตมากกว่า

3.มีการค้นพบดาวเคราะห์เอกซ์แล้วหรือยัง?
นัก ดาราศาสตร์ได้พบค้นพบวัตถุดวงใหม่ที่อยู่นอกวงโคจรของดาวเนปจูนมาแล้วหลาย ดวง หลายครั้งที่มีการค้นพบวัตถุใหม่พ้นวงโคจรของดาวเนปจูนที่มีขนาดใหญ่ ก็มักเรียกกันให้ครึกโครมว่าเป็นดาวเคราะห์เอกซ์ แต่หลังจากการวิเคราะห์สมบัติด้านต่าง ๆ แล้วก็พบว่าไม่มีดวงใดที่มีสมบัติเข้าข่ายดาวเคราะห์ จึงถือได้ว่าปัจจุบันยังไม่พบดาวเคราะห์เอกซ์

4.Planet X มีจริงหรือไม่?
แม้ปัจจุบันจะยังไม่การพบดาวเคราะห์เอกซ์ แต่นักดาราศาสตร์หลายคนก็เชื่อว่าน่าจะมี หลักฐานหนึ่งที่ทำให้เชื่อเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องวงโคจรดาวเนปจูนที่ผิดปกติ (ซึ่งความจริงแล้วปกติ) แต่มาจากการกระจายตัวของวัตถุขนาดเล็กคล้ายดาวเคราะห์น้อยที่กระจายอยู่นอก วงโคจรของดาวเนปจูนหรือที่เรียกกันว่าวัตถุพ้นดาวเนปจูน นักดาราศาสตร์พบว่าที่ระยะประมาณ 50 หน่วยดาราศาสตร์ จำนวนของวัตถุเหล่านี้ได้ลดลงอย่างกระทันหัน จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากอิทธิพลของวัตถุขนาดใหญ่โคจรอยู่นอกระยะนั้นออก ไป เป็นไปได้ว่าวัตถุดวงนี้อาจมีขนาดใหญ่พอที่จะจัดว่าเป็นดาวเคราะห์ได้ นักดาราศาสตร์ได้คำนวณไว้ว่าดาวเคราะห์เอกซ์ดวงนี้น่าจะมีขนาดพอ ๆ กับโลกของเรา แล้วจะได้เป็นดาวฝาแฝดกับเราหรือเปล่าเอ่ย

5.Planet X เป็นดาวเคราะห์ล้างโลกจริงหรือ?
ดาวเคราะห์แต่ละดวงมีวงโคจรของตัวเอง มีรัศมีวงโคจรต่างกัน วงโคจรมีเสถียรภาพดี ไม่ใช่สิ่งที่จะมาชนกันได้ง่าย ๆ ตามความรู้และข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์มีอยู่ เชื่อว่าหากมีการค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ในระบบสุริยะจริง (ซึ่งจะได้ชื่อว่าเป็นดาวเคราะห์เอกซ์) ดาวเคราะห์ดวงนี้ก็น่าจะอยู่พ้นวงโคจรของดาวเนปจูนออกไปอีก แล้วดาวเคราะห์ที่มีวงโคจรใหญ่โตอยู่ไกลปืนเที่ยงขนาดนั้นจะมาชนโลกได้อย่าง ไร จงจำไว้ว่าดาวเคราะห์เอกซ์คือสิ่งที่นักดาราศาสตร์ถวิลหา และการค้นพบจะเป็นข่าวน่ายินดี หากวันหนึ่งคุณเห็นข่าวพาดหัวว่าค้นพบดาวเคราะห์เอกซ์แล้ว ก็อย่าไปแตกตื่นให้อายใครเขา ใช่แล้วครับเพราะแฟลนเน็ตเอ็กซ์มีมานาน ถ้าคุณไม่รู้ก็จะเชยเหมือนผมนะครับ

6.ดาวนิบิรุ มีจริงหรือไม่?
นิบิรุ เป็นชื่อเทพองค์หนึ่งของบาบิโลน ซึ่งเดิมที่เป็นส่วนหนึ่งชาวชาวสุเมเรียนผู้รังสรรค์อารยธรรมต่างๆมากมาย ส่วน ดาวนิบิรุ เป็นดาวตามทฤษฎีของ เซชาเรีย ซิตชิน ซึ่งอ้างว่าถอดความมาจากจารึกของชาวสุเมเรียน ทฤษฎีนี้กล่าวว่าดาวนิบิรุเป็นดาวที่มีสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมอาศัยอยู่ และเคยมาเยือนโลกเมื่อนานมาแล้ว ตอนไหนหว่า??? แม้เรื่องดาวนิบิรุจะได้รับความนิยมในหมู่ผู้ชื่นชอบเรื่องลึกลับ เรื่องจานบิน เรื่องมนุษย์ต่างดาว แต่เนื่องจากทฤษฎีนี้มีหลักฐานอ่อนมาก และตั้งอยู่บนจินตนาการมากกว่าเหตุผล เรื่องนี้จึงไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้างในวงการวิทยาศาสตร์รวมถึงนัก วิชาการด้านสุเมเรียนด้วย


7.ดาวนิบิรุ กับ Planet X เป็นดวงเดียวกันหรือไม่?

บทความหรือทฤษฎีที่เกี่ยวกับโลกแตกปี 2012 มักกล่าวว่า นิบิรุ และ ดาวเคราะห์เอกซ์ (Planet X) เป็นวัตถุดวงเดียวกัน แต่ความจริงต่างกันโดยสิ้นเชิง ดาวเคราะห์เอกซ์เป็นดาวเคราะห์ที่ยังหาไม่พบ แต่เชื่อว่ามีจริง และมีการค้นหาอยู่ ส่วนดาวนิบิรุ เป็นดาวในตำนานที่ยังขาดหลักฐานที่ดีพอที่จะบอกได้ว่ามีอยู่จริง ซึ่งก็หมายความว่าทั้งสองเป็นจินตนาการทั้งหมด ยังไม่มีหลักฐานชิ้นใดว่าทั้งสองมีจริงนะครับ

8.พายุสุริยะคืออะไร?
พายุสุริยะคือ กระแสของอนุภาคพลังงานสูงที่พัดมาจากดวงอาทิตย์ด้วยปริมาณและความเร็วสูง กว่าระดับปกติ อนุภาคนี้มีทั้งอิเล็กตรอน (-) และโปรตอน(+) เป็นตัวการทำให้เกิดแสงเหนือใต้ และพายุแม่เหล็ก ซึ่งส่งผลต่อดาวเทียม ยานอวกาศ และระบบสายส่งบนโลก
9.พายุสุริยะมีผลกระทบต่อโลกอย่างไร?
ปกติพายุสุริยะ จะไม่ส่งผลโดยตรงต่อโลกและสิ่งมีชีวิตบนโลก เนื่องจากโลกมีบรรยากาศและสนามแม่เหล็กคุ้มกัน มีเพียงนักบินอวกาศที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในอวกาศเท่านั้นที่อาจได้รับ อันตราย ทั้งจากพายุสุริยะและรังสีจากดวงอาทิตย์ ในอดีต พายุสุริยะเคยสำแดงฤทธิ์เดชให้เห็นแล้วหลายครั้ง เช่น

ใน ค.ศ. 1859 พายุสุริยะทำให้สายโทรเลขลัดวงจรจนทำให้ เกิดเพลิงไหม้หลายแห่งในยุโรปและ อเมริกา ส่วนใน พ.ศ. 2532 พายุสุริยะก็เคยทำให้หม้อแปลงของไฟฟ้าระเบิดจนทำให้ไฟดับทั่วทั้งจังหวัด ควิเบกของแคนาดามาแล้ว นอกจากนี้ดาวเทียมและยานอวกาศที่อยู่ในอวกาศก็อาจเสียหายจากพายุสุริยะได้ ในอดีตเคยมีดาวเทียมหลายดวงเสียหายจากเหตุการณ์นี้มาแล้ว เนื่องจากปัจจุบันชีวิตประจำวันของผู้คนต้องพึ่งพาเทคโนโลยีอวกาศมาก ทั้งโทรศัพท์ โทรทัศน์ การกระจายเสียงวิทยุ ระบบบอกพิกัด ฯลฯ ดังนั้นหากมีพายุสุริยะมาทำให้ดาวเทียมเหล่านี้เสียหายไป ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างแน่นอน
10.ในปี ค.ศ. 2012 จะเกิดพายุสุริยะโจมตีโลกจริงหรือ?
จริง พายุสุริยะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเกือบตลอดเวลา และส่งผลกระทบถึงโลก และมีระดับความรุนแรงผันแปรเป็นคาบ คาบละประมาณ 11 ปี คาบที่ชัดเจนนี้ทำให้นักดาราศาสตร์พยากรณ์ได้ว่าช่วงสูงสุดหรือต่ำสุดของ วัฏจักรสุริยะจะเกิดขึ้นเมื่อใด ช่วงสูงสุดของวัฏจักรที่จะเกิดในครั้งถัดไปคาดว่าจะอยู่ในช่วงกลาง ค.ศ. 2013 ช่วงสูงสุดของวัฏจักรสุริยะกินเวลายาวนานข้ามปี ดังนั้นแม้ช่วงสูงสุดจะอยู่ใน ค.ศ. 2013 แต่พายุสุริยะก็เริ่มจะกระหน่ำโลกตั้งแต่ก่อน ค.ศ. 2012 แล้ว แม้ช่วงปี 2013 จะอยู่ในช่วงสูงสุดของวัฏจักรสุริยะ แต่พายุสุริยะที่จะเกิดขึ้น ก็ไม่ได้รุนแรงมากไปกว่าที่เคยเกิดขึ้นในรอบก่อน ซึ่งเกิดในราวปี ค.ศ. 2000, 1989, และก่อนหน้านั้น ความจริงมีแนวโน้มว่าช่วงสูงสุดของวัฏจักรที่จะมาถึงในปี 2013 จะอ่อนกำลังกว่าวัฏจักรก่อนหน้านี้เสียด้วยซ้ำ
11.สนามแม่เหล็กโลกสลับขั้วได้จริงหรือ?
มนุษย์ยุคปัจจุบัน ยังไม่เคยมีใครเห็นโลกสลับขั้วแม่เหล็ก แต่หลักฐานทางธรณีวิทยาบ่งชี้ว่าการสลับขั้วแม่เหล็กเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลาย ครั้งตลอดประวัติศาสตร์ของโลก
12.สนามแม่เหล็กโลกกำลังอ่อนกำลังลงจริงหรือ?
จริง นักวิทยาศาสตร์พบว่า นับจากคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ความเข้มสนามแม่เหล็กโลกได้อ่อนกำลังลงไปประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะความเข้มสนามแม่เหล็กโลกผันแปรตลอดเวลาเป็นเรื่องปกติ ความจริงสนามแม่เหล็กโลกในขณะนี้ยังเข้มกว่าความเข้มเฉลี่ยของสนามแม่เหล็ก โลกในช่วงหนึ่งล้านปีที่ผ่านมาถึงสองเท่า


13.ปี 2012 จะเกิดปรากฏการณ์ pole shift จริงหรือ?

pole shift คือการเลื่อนขั้วแกนหมุนของโลก ทำให้ขั้วเหนือและใต้ของโลกเปลี่ยนตำแหน่งไป เกิดขึ้นจากการที่สัญฐานของโลกไม่กลมสมบูรณ์ ปรากฏการณ์นี้เชื่อว่าเคยเกิดขึ้นจริงกับโลก รวมถึงดาวเคราะห์และดวงจันทร์ของดาวเคราะห์ดวงอื่นด้วย ไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าจะเกิดปรากฏการณ์นี้ในปี 2012 และแม้จะเกิดก็จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตเนื่องจากการเลื่อนนี้เกิดขึ้นในอัตรา ที่เชื่องช้ามาก pole shift ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องขั้วแม่เหล็กโลกเลื่อนตำแหน่ง ไม่เกี่ยวกับการเลื่อนของแผ่นทวีป และไม่เกี่ยวกับการส่ายของขั้วโลก

นับว่าเค้าโครงที่โลกกำลังเข้่าขั้นวิกฤตมีมากเลยครับ ดูโจมตีรอบด้านทั้งอิทธิพลจากลมพายุสุริยะ หรือ อาจจะเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ถวิลหาแพลนเน็ตเอกซ์ หรือ ดาวเคราะห์ในตำนานเนบิรุ ช่างน่ากลัวอะไรเช่นนี้ แต่ถึงกระนั้นโลกจะแตกตอนไหนยังไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัด

ในทางวิทยาศาสตร์อุกกาบาตตกถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงและเคยเกิดขึ้น มา แล้ว หลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่บนผิวโลก (รวมถึงดวงจันทร์) ล้วนเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงการที่วัตถุขนาดใหญ่จากห้วงอวกาศเคยตกกระทบผิวดาว เคราะห์ตลอดช่วงเวลาอันยาวนาน เหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดคือการตกกระทบผิวโลกชองอุกกาบาตเมื่อ 65 ล้านปีก่อน ส่งผลให้ไอน้ำและฝุ่นผงจำนวนมากลอยฟุ้งอยู่ในบรรยากาศปิดกั้นแสงสว่างจากดวง อาทิตย์ เป็นสาเหตุให้อุณหภูมิลดลงทั่วโลกและเกิดการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ในที่สุด

ต่อมามาดูอุกกาบาตมหันตภัยจากนอกโลก
การจินตนาการถึงระเบิด 1 ล้านเมกกะตัน อาจจะเป็นเรื่องยาก ให้ลองนึกถึงอุกกาบาตขนาดเท่าบ้านหนึ่งหลัง ตกสู่ผิวโลกด้วยความเร็ว 30,000 เมตรต่อชั่วโมง มันจะมีพลังงานเทียบเท่ากับระเบิดที่ทิ้งลงเมืองฮิโรชิมา (ประมาณ 20 กิโลตัน) สามารถทำลายสิ่งก่อสร้างด้วยปูนคอนกรีตในรัศมีมากกว่าครึ่งไมล์ และโครงสร้างที่เป็นไม้ต่างๆ มากกว่าไมล์ครึ่งหรือเทียบได้กับเมืองใหญ่หนึ่งเมืองให้ราบเป็นหน้ากลอง อนุภาพร้ายแรงถึงขนาดสามารถถล่มเมืองฮิโรชิมาให้จมดินได้เลยร้ายแรงจริงๆ

อุกกาบาตขนาดเท่าตึก 20 ชั้น (เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 200 ฟุต) จะมีอานุภาพเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จะสามารถสร้างได้ ในปัจจุบัน หรือขนาดประมาณ 20-25 เมกกะตัน ซึ่งสามารถทำลายสิ่งก่อสร้างด้วยปูนคอนกรีตในรัศมีมากกว่า 5 ไมล์ หรือถล่มเมืองใหญ่ๆ เกือบทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาได้เลยทีเดียว

เมื่อใดก็ตามที่อุกกาบาตขนาดกว้างเป็นไมล์มาถึง ก็เสมือนเราจะต้องเผชิญกับระเบิดขนาด 1 ล้านเมกกะตัน ซึ่งมีอานุภาพร้ายแรงกว่าระเบิดที่ทิ้งลงเมืองฮิโรชิมาถึง 10 ล้านเท่า สามารถ ทำลายล้างทุกสิ่งสิ่งอย่างในรัศมี 100-200 ไมล์ อธิบายง่ายๆคือ หากอุกกาบาตนี้ตกที่นิวยอร์กแรงปะทะจะทำลายทุกอย่างตั้งแต่วอชิงตันดีชีถึง บอสตัน และทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงในระยะ 1,000 ไมล์ ซึ่งไกลไปถึงชิคาโก ฝุ่นผงและเถ้าจำนวนมหาศาลจะลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศปิดกั้นแสงอาทิตย์ไม่ให้ สาดส่องมาถึงผิวโลกเป็นสาเหตุให้ทุกชีวิตบนโลกต้องดับสูญ และถ้าหากอุกกาบาตนี้ตกลงในมหาสมุทร สิ่งที่จะเกิดขึ้นแทนคือ กลุ่มคลื่นน้ำขนาดยักษ์สูงร่วมร้อยฟุตที่จะเคลื่อนเข้าปะทะแนวชายฝั่งที่ อยู่ใกล้เคียงแล้วกวาดล้างทุกสิ่งลงสู่ทะเล

หากว่าเหตุการณ์อุกกาบาตชนโลกเกิดขึ้นจริง แน่นอนว่าต้องเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายถึงที่สุด ไม่ว่าอุกกาบาตนั้นจะมีขนาดเท่าใดก็ตาม และสำหรับอุกกาบาตขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ไมล์ ที่สามารถทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้แล้ว…..จงช่วยกันภาวนาอย่าให้ มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาอันใกล้นี้เลย!!!

  • เนื้อหาเรื่องยาวขอบคุณข้อมูลจากเว็บสมาคมดาราศาสตร์ไทย
  • จีอีโอไทยดอทเน็ต
  • วิชาการดอทคอมห้องคาเฟ่
12,536 Comments more...

คำทำนายคุณยายวานก้า

by on ก.ย..19, 2010, under หน้าแรกของ LopezCreate Blog

วาน ก้า หรือชื่อจริงคุณยาย วานเกเลีย ปานเดว่า กุชเตโรว่า เป็นชาวบัลแกเรีย ซึ่งตายไปเมื่อหลายปีก่อน คุณยายผู้นี้เกิดเมื่อ 31 มกราคม 1911 ในครอบครัวชาวนายากจนที่หมู่บ้าน สตรูมิซ่า ที่ปัจจุบันอยู่ใน มาเซโดเนีย เมื่อคลอดออกมา คุณยายทำท่าว่าจะไม่รอดตั้งแต่หลังคลอด แต่ไม่ยักกะตาย และหลังจากมีอายุได้ 2 เดือน เด็กน้อยก็กลับมาแข็งแรงเหมือนเด็กปกติ ตอนอายุ 3 ขวบ แม่คุณยายก็เกิดมาตาย ไม่นานหลังจากนั้น พ่อก็ถูกเกณฑ์ไปรบในสงครามโลกครั้งแรก เพื่อนบ้านต้องช่วยกันดูแลเด็กน้อยแทน หลังจากพ่อกลับมา ชีวิตของท่านก็ดีขึ้น เมื่อพ่อมีเมียใหม่ แม่ใหม่ก็ไม่ได้รังเกียจลูกเลี้ยง
พอ คุณยายมีอายุได้ 12 ขวบ ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดกับตัวท่าน กล่าวคือได้เกิดพายุหมุนในหมู่บ้าน ( โดยก่อนและหลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ไม่เคยมีปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเลย) พายุได้หอบเอาคุณยายขึ้นไปเบื้องบน ก่อนจะปล่อยตกลงมาในภายหลัง และหลังจากนั้นตาของคุณยายก็เริ่มมองไม่เห็น หลังการผ่าตัดก็ไม่หาย และมองไม่เห็นโดยสิ้นเชิง 3 ปีหลังเหตุการณ์นั้น
ปี 1925 คุณยายถูกส่งตัวเข้าโรงเรียนคนตาบอด และใช้เวลาอยู่ที่นี่ 3 ปี เมื่อกลับมาบ้าน ก็ต้องเจอกับชีวิตที่ยากลำบาก ทั้งความยากจน งานหนัก และโรคภัยไข้เจ็บที่เกือบจะคร่าชีวิต แต่ในช่วงนั้นเองที่คุณยายเริ่มรู้สึกตัวว่ามีอำนาจพิเศษ นั่นก็คือการมองเห็นเหตุการณ์ต่างๆทั้งจากในความฝัน พรายกระซิบ และอื่นๆ ทำให้สามารถทำนายทายทักเหตุการณ์ทั้งที่จะเกิดในอนาคต และเกิดมาแล้วได้อย่างแม่นยำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องทหารที่สูญหายไปในแนวหน้า แต่ตอนแรก คุณยายไม่กล้าพูดเรื่องนี้กับใคร กลัวจะถูกหาว่า นอกจากบอดแล้วยังบ้า
คำทำนายครั้งแรกของคุณยาย มีขึ้นเมื่ออายุ 16 ปี คือการบอกถึงสถานที่ที่แพะของพ่อที่ถูกลักไป ถูกนำไปซ่อน คุณยายบอกว่า ท่านเห็นสิ่งนี้ในฝัน
ปี 1942 คุณยายแต่งงานกับหนุ่มที่รู้จักกันที่โรงเรียนคนตาบอด และเริ่มเป็นนักทำนายอย่างเป็นงานเป็นการตอนอายุ 30 ช่วงนี้คุณยายเริ่มโด่งดังมากขึ้น เมื่อทำนายทายทักว่า ทหารคนไหน จะกลับมาจากแนวหน้า หรือไม่ได้กลับ ทำให้ผู้คนแห่แหนกันมาหาคุณยาย ให้ช่วยทำนายทายทัก ทั้งเรื่องทหาร เรื่องโรคที่ป่วยจากการประเมิน เชื่อว่า มีผู้มาขอความช่วยเหลือจากคุณยายมากถึงกว่าล้านคน แต่ไม่มีหลักฐานอะไรมายืยยันเรื่องนี้ได้ เพราะไม่ได้มีการจดบันทึกใดๆทั้งสิ้น นอกจากนั้น บางคนก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาหรือเธอ มาขอความช่วยเหลือจากคุณยายบ้านนอกตาบอด ว่ากันว่า หนึ่งในผู้ที่มาหาคุณยาย เพื่อให้ทำนายโชคชะตาก็คือ ฮิตเลอร์
เมื่อบัลแกเรีย กลายเป็นประเทศสังคมนิยม ทางการก็เข้ามาตรวจสอบคุณยาย แถมยังส่งคุณยายไปนอนถึงอยู่ครึ่งปี เพราะดันไปทำนายทายทักเรื่องการตายของสตาลิน แต่เมื่อเรื่องการตายเกิดขึ้นจริง พวกเขาก็ปล่อยคุณนายออกมา ฝ่ายศาสนาเองก็ไม่ชอบหน้าคุณยาย เพราะคำทำนายหลายข้อขัดแย้งกับความเชื่อทางศาสนาของกรีกออโธดอกซ์
ในส่วน ของความแม่นยำนั้น จากการทำวิจัยของนักวิทยาศาสตร์บัลแกเรียผู้หนึ่งที่ติด ตามคำทำนายมากกว่า 7 พันคำทำนายของคุณยาย ก็สรุปว่า ถูกต้องถึง 80 เปอร์เซ็นต์ โดยคำว่าแม่นในที่นี่ ระบุด้วยว่า เกินกว่าระดับที่จะถือได้ว่าเป็นการประจวบเหมาะ
และเมื่อไม่สามารถสยบ กระแสนิยมการมาใช้บริการ ทางการก็เลยหาทางทำเงินทำทองจากเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ ปี 1967 จนถึง 1990 คุณยาย ถือเป็นข้าราชการคนหนึ่ง และมีการกำหนดสนนราคาการเข้ามาขอใช้บริการของคุณยายวานก้า ไว้อย่างเป็นกิจลักษณะ โดยคนจากประเทศสังคมนิยม 15 ประเทศคิดค่าบริการคนละ 10 เลียฟ (ประมาณ 2 ดอลล่าร์ ) ส่วนจากประเทศอื่นๆที่เหลือคิดคนละ 50 ดอลล่าร์ งานนี้ทางการรับเข้ากระเป๋าไปหมด ในส่วนของตัวคุณยาย ก็จะได้เงินเดือนเดือนละ 200 เลียฟ นอกจากนั้นก็ยังได้รถยนต์ บ้าน และคนรับใช้
จากคนที่เคยถูกทางการจับ คุณยายวานก้า ได้กลายเป็น ความภาคภูมิใจของบัลแกเรียไปเสียแล้ว
เมื่อ มีคนชอบ ก็มีคนชัง คนที่ชิงชังคุณยายตาบอดรายนี้มากที่สุด ออกมาติติงคุณยายว่า ทีอันไหนทายถูกแล้วละก็ จำได้จำดี ส่วนอันไหนทายผิด ดันลืมไปหมดนานแล้ว นอกจากนั้น ก็ยังบอกว่าคุณยายทำงานประสานกับหน่วยข่าวกรองบัลแกเรียในการทำนายโชคชะตา ผู้คน คือให้หน่วยข่าวกรองไปสืบข้อมูลของคนที่จะมาพบคุณยายเป็นการล่วงหน้า เขาบอกว่าหลักฐานในเรื่องนี้ก็คือหลังจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ล้มลง ฝ่ายข้าวกรองไม่ได้เข้ามาช่วยเหลืออีกต่อไป การทายของคุณยายก็แย่ลง
เรือดำน้ำคูร์สค์
ตัวอย่าง การทำนายของคุณยายวานก้าที่ว่าแม่นๆนั้น ก็อย่างเช่นเรื่องเรือดำน้ำคูร์สค์ ของรัสเซียที่ระเบิดเมื่อหลายปีก่อน ที่คุณยายทำนายไว้ตั้งแต่ปี 1980 คุณยายทำนายเรื่องนี้ว่า ‘ ในปี 1999 หรือ 2000 คูร์สค์ จะจมอยู่ใต้น้ำ ผู้คนทั้งโลกจะเศร้าใจกับมัน ‘ แต่ตอนนั้นไม่มีใครเชื่อ เพราะเมืองคูร์สค์ อยู่ไกลจากทะเล หรือแม่น้ำ และไม่มีใครฉุกคิดว่าคุณยายทำนายถึงเรื่องดำน้ำคูร์สค์
นอกจากนั้น คุณยายวานก้า ก็ยังทำนายตั้งแต่ปี 1979 ถึงการที่สหภาพโซเวียต จะกลับคืนมาเป็นรัสเซียเหมือนเดิม เรื่องที่สหรัฐถูกผู้ก่อการร้ายโจมตี ในเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 ตั้งแต่ปี 1989 เรื่องการลงนามในสนธิสัญญาจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างกอร์บาชอฟกับเรแกน การเข้ามาอยู่ในกลุ่ม จี 8 ของรัสเซีย การกลับมาเป็นมหาอำนาจอีกครั้งของรัสเซีย การขึ้นมายิ่งใหญ่ของคนชื่อ วลาดิมีร์ และเรื่องวันตายของคุณยายเอง
คุณยายตายเมื่อ 11 สิงหาคม 1996 เวลา 10:10 น. ตรงตามที่ทำนายเอาไว้ทั้งวันที่ และเวลา
และต่อไปนี้คือคำทำนายถึงโลกในอนาคตครับ
2008 – ผู้นำ 4 ประเทศถูกลอบสังหาร กรณีพิพาทในอินโดสถาน เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3
2010 – เริ่มสงครามโลกครั้งที่ 3 ( พฤศจิกายน 2010 – ตุลาคม 2014 ) ตอนแรกก็ใช้อาวุธธรรมดา ต่อมาก็ตามด้วยนิวเคลียร์และอาวุธเคมี การนำอาวุธนิวเคลียร์มาใช้ ทำให้ซีกโลกเหนือ จะไม่เหลือทั้งพืชและสัตว์ จากนั้นพวกมุสลิม จะใช้อาวุธเคมีเข้าจัดการกับชาวยุโรปที่ยังหลงเหลืออยู่ ผู้คนจะป่วยเป็นฝีหนองและมะเร็งผิวหนังกันมากจากผลของอาวุธเคมี
2016 – ยุโรปแทบจะร้างผู้คน
2018 – จีนเป็นมหาอำนาจของโลกรายใหม่ ประเทศกำลังพัฒนา กลับกลายจากประเทศผู้ถูกกดขี่ มาเป็นผู้กดขี่เสียเอง
2023 – วงโคจรของโลกเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
2028 – เกิดแหล่งพลังงานใหม่ (คาดว่า น่าจะเป็น เทอร์โมนิวเคลียร์ รีแอ็คชั่น ) โลกเริ่มเอาชนะปัญหาความอดอยากได้ มนุษย์เริ่มเดินทางไปยังดาวศุกร์
2033 – น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
2043 – เศรษฐกิจโลกรุ่งเรือง มุสลิมปกครองยุโรป
2046 – มนุษย์ปลูกอวัยวะได้ทุกอย่าง การเปลี่ยนอวัยวะ เป็นวิธีการรักษาโรคที่ดีที่สุด
2066 – สหรัฐโจมตีกรุงโรมของพวกมุสลิมด้วยอาวุธใหม่ คืออาวุธสภาพอากาศ ซึ่งทำให้อากาศหนาวเย็นลง
2076 – สังคมไร้ชนชั้น (คอมมิวนิสต์)
2084 – ธรรมชาติได้รับการฟื้นฟู
2088 – เกิดโรคใหม่ โรคแก่ติดจรวด (แก่ในไม่กี่วินาที)
2097 – เอาชนะโรคแก่ติดจรวดได้
2100 – ดวงอาทิตย์เทียมให้แสงส่างกับโลกส่วนที่มืด
2111 – มนุษย์ กลายเป็นมนุษย์ไซบอร์ก (หุ่นยนต์มีชีวิต)
2125 – โลกได้รับสัญญาณจากอวกาศ
2130 – โลกไปตั้งอาณานิคมใต้น้ำ (จากคำแนะนำของมนุษย์ต่างดาว)
2164 – สัตว์ กลายเป็นสัตว์กึ่งมนุษย์
2167 – เกิดศาสนาใหม่
2183 – อาณานิคมบนดาวอังคารมีอาวุธนิวเคลียร์ และต้องการเป็นเอกราชจากโลก
2187 – โลกหยุดยั้งการระเบิดของภูเขาไฟขนาดใหญ่ 2 ลูก
2195 – อาณานิคมใต้น้ำ เลี้ยงตัวเองได้โดยสมบูรณ์ ทั้งอาหารและพลังงาน
2196 – ชาวเอเชียผสมกับชาวยุโรปโดยสมบูรณ์
2221 – ในการติดตามหาชีวิตนอกโลก มนุษย์ต้องเจอกับอะไรบางอย่างที่น่ากลัว
2256 – ยานอวกาศนำโรคร้ายกลับมายังโลก
2262 – วงโคจรของโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ดาวหางเกือบชนดาวอังคาร
2273 – การผสมปนเปกันของคนผิวขาว ผิวเหลือง และผิวดำ ก่อเกิดเป็นคนสีผิวใหม่
2279 – พบพลังที่ไม่ได้มาจากอะไรเลย (คาดว่าอาจจะมาจากสภาพสูญญากาศ หรือไม่ก็หลุมดำ )
2288 – มีการเดินทางไปกับกาลเวลา การติดต่อครั้งใหม่กับมนุษย์ต่างดาว
2291 – ดวงอาทิตย์เริ่มเย็นลง มีความพยายามที่จะจุดมันขึ้นมาใหม่
2296 – เกิดระเบิดครั้งใหญ่บนดวงอาทิตย์ สถานีอวกาศและดาวเทียมเก่าเริ่มตก
2299 – ในฝรั่งเศสเกิดการจลาจลต่อต้านมุสลิม
2302 – เปิดกฏใหม่เรื่องความลับของจักรวาล
2304 – พบความลับของดวงจันทร์
2354 – เกิดความผิดพลาดกับดวงอาทิตย์เทียม ก่อให้เกิดความแห้งแล้ง
2371 – เกิดปัญหาความอดอยากครั้งใหญ่
2480 – ดวงอาทิตย์เทียม 2 ดวงชนกัน
3005 – สงครามบนดาวอังคาร
3010 – ดาวหางชนดวงจันทร์ เศษซากที่กระจาย พากันโคจรรอบโลก
3797 – ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเหลือบนโลก แต่มนุษย์ได้ไปวางสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตบนดาวดวงอื่นแล้ว

————————-The end of the world——————————-
และนี่คือคำทำนายในดาวดวงใหม่ที่มนุษย์ไปตั้งถิ่นฐาน
3803 – A new planet is populated by little. Fewer contacts between people. Climate new planet affects the organisms of people – they mutate.
3803 – มีประชากรเพียงน้อยนิดบนดาวเคราะห์ดวงใหม่ และไม่ค่อยมีการติดต่อกัน สภาวะบนดาวดวงใหม่นี้สร้างผลกระทบกับร่างกายมนุษย์ – ทำให้เกิดการกลายพันธุ์
3805 – The war between humans for resources. More than half of people dying out.
3805 – เกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากรณ์ขึ้น ตายกันมากกว่าครึ่ง
3815 – The war is over.
3815 – สงครามจบ
3854 – The development of civilization virtually stops. People live flocks as beasts.
3854 – ดูเหมือนว่าการพัฒนาทางอารยธรรมจะชงักลง ผู้คนใช้ชีวิตราวสัตว์ป่า
3871 – New prophet tells people about moral values, religion.
3871 – ศาสดาใหม่ถือกำเนิดขึ้น สั่งสอนผู้คนในเรื่องศีลธรรมและศาสนา (พ.ศ. 4414)
3874 – New prophet receives support from all segments of the population. Organized a new church.
3874 – ศาสดาได้รับการสนับสนุนจากผู้คนทุกหมู่เหล่า จัดสร้างนิกายขึ้นมาใหม่
3878 – along with the Church to re-train new people forgotten sciences.
3878 – เมื่อนิกายใหมถือกำเนิด ผู้คนยุคใหม่ก็ลืมเรื่องวิทยาศาสตร์
4302 – New cities are growing in the world. New Church encourages the development of new technology and science.
4302 – เมืองต่างๆ เติบโตขึ้นบนโลก นิกายใหม่สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์
4302 – The development of science. Scientists discovered in the overall impact of all diseases in organism behavior
4302 – ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ภาพรวมของโรคทุกชนิด
4304 – Found a way to win any disease.
4304 – เจอทางกำจัดโรคทุกชนิด
4308 – Due to mutation people at last beginning to use their brains more than 34%. Completely lost the notion of evil and hatred.
4308 – ในที่สุดมนุษย์ก็ใช้สมองเกิน 34% ทำให้กำจัดความเกลียดชังออกไปจากใจได้
4509 – Getting to Know God. The man has finally been reached such a level of development that can communicate with God.
4509 – ใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น มนุษย์พัฒนาถึงขั้นที่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้
4599 – People achieve immortality.
4599 – มนุษย์เข้าถึงความเป็นอมตะ
4674 – The development of civilization has reached its peak. The number of people living on different planets is about 340 billion. Assimilation begins with aliens.
4674 – อารยธรรมถูกพัฒนาไปจนถึงจุดสูงสุด ประชากรรวมๆ ในทุกๆ ดาวอยู่ที่ 340 พันล้านคน เริ่มมีการรวมเผ่าพันธุ์กับเอเลี่ยน
5076 – A boundary universe. With it, no one knows.
5076 – สู่สุดขอบจักรวาล ที่ซึ่งหามีผู้ใดรู้จักไม่
5078 – The decision to leave the boundaries of the universe. While about 40 percent of the population is against it.
5078 – เกิดการตัดสินใจก้าวข้ามขอบจักรวาล ในขณะที่ผู้คน 40% ไม่เห็นด้วย
5079 – End of the World.
5079 – จบบริบูรณ์

14,701 Comments more...

เตรียมอพยพ

by on ก.ย..19, 2010, under หน้าแรกของ LopezCreate Blog

สำหรับครอบครัว
ภาชนะบรรจุน้ำ ขนาดยี่สิบลิตร/คน อยู่ได้หนึ่งสัปดาห์
ผ้าใบ หรือผ้าพลาสติก
เชือกขด  เอาหนาหน่อยเผื่อต้องลากรถขึ้นจากหล่ม
เตาปิกนิก ๑ ชุดต่อครอบครัว ไว้ต้มน้ำอย่างเดียว ถ้าขนได้ซื้อแก๊สอีกถัง
หม้อสารพัดประโยชน์พร้อมฝา ไว้ทำกับข้าวง่ายๆ
กาต้มน้ำ แบบโบราณ
กระติกน้ำร้อน ต้มน้ำเช้าครั้งเดียว แล้วที่เหลือเก็บใส่กระติกใช้ตลอดวัน
ขวดพลาสติกใส่น้ำดื่มประจำวัน แนะใช้ขวดนมสองลิตรหรือห้าลิตรล้างสะอาดเพราะมีหูหิ้วด้วย
มีดพก ไฟฉาย เทียนไข ไฟแช็ค ไม้ขีดไฟ ยากันยุง แบตเตอรี่สำรองสำหรับไฟฉาย
ไฟสนามที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซื้อที่โลตัสหรือโฮมโปร
กระดาษทิชชูจำนวนมาก เช็ดชามข้าว (ไม่ล้างเก็บน้ำไว้กิน) ชำระ
ถังใส่น้ำ แบบใช้ก่อสร้าง (ทนดี สีดำ) อย่างน้อยครอบครัวละ ๒ ใบ ทำกับข้าวกับซักล้างแยกกัน
แฟ็บ (ประหยัดที่) ล้างจานและซักผ้า (ถ้าได้ซัก)
ขันน้ำ ผ้าขนหนูผืนเล็ก ไว้เช็ดตัว (ซักแห้ง) คนละชุดไม่แย่งกัน
ตุนน้ำมันรถสัก ๕-๑๐ ลิตร ใส่กระป๋องน้ำมันเครื่อง ๕ ลิตรซุกไว้ในรถ คุณจะไม่ผิดหวังค่ะ
เครื่องใช้ส่วนตัว ผ้าขนหนู (คงไม่ได้อาบน้ำหรอกนะ) ผ้าถุงไว้ผลัดผ้า ผ้าขาวม้า หวี ยาสีฟัน ฯลฯ
เครื่องแต่งกายและเครื่องนอน
เต้นท์ เอาอย่างมีผ้าคลุมอีกชิ้นเวลาน้ำค้างตกจะไม่ซึมเข้าข้างใน
ถุงนอน อย่างน้อย ๑๕๐ กรัมจะได้กันหนาวได้ด้วย
หมวกกันแดด
เสื้อแขนยาว ผ้าฝ้าย
เสื้อกล้าม คนละโหล ถ้าเหม็นทนไม่ไหวทิ้งไปเลย
สเว็ตเตอร์ มีฮู้ดคลุม
กางเกงใน เอาผ้าฝ้ายอย่างน้อยครึ่งโหลเลย ๓ วันกลับที ใส่แล้วทิ้ง ๗ วันหนึ่งตัว (น้ำมีค่าไว้ดื่มจ้ะ)
ถุงเท้าฝ้ายสีเข้ม โหลนึงต่อคน เพราะเท้าเปียกไม่ได้
รองเท้าหุ้มส้น
เสื้อฝน ประจำตัวทุกคน
ให้ซื้อน้ำหอมโคโลนญ์ ๑ ขวด เช่น ๔๗๑๑ ถ่ายใส่ขวดพลาสติก เผื่อหยดลงน้ำเช็ดหน้าให้มีกำลังใจบ้างยามท้อแท้

อาหาร ประเภทของเหลว
นมผง ยี่ห้อเอ็นชัวร์ สารอาหารครบ มีหลายรส เป็นเครื่องดื่มอาหารสำเร็จ เป็นมากกว่านม ซื้อตามร้านขายยาใหญ่ๆ
นมผงละลายน้ำ ของคาร์เนชั่นหรือมิชชั่นก็ได้
แป้งถั่วเหลือง หาตามร้านมังสะวิรัติ ไว้ทำน้ำเต้าหู้
กาแฟ
ไมโลหรือโอวัลติน
เครื่องดื่มธัญพืชซอง เช่น เนสวิต้า ร้านเจ้เล้งมีงาดำซอง
ใบหญ้าหวาน แทนน้ำตาล นน. เบากว่า ซื้อร้านสมุนไพรหรือห้างเวชพงษ์พาหุรัด
มะตูมผง หรือขิงผง ใส่ถุงซิปล็อคกันขวดแตก
น้ำส้มผงยี่ห้อแทง เผื่ออยากและเผื่อเด็กๆ
ชาอูหลง

อาหารเสริม
นมผงเม็ดจิตรลดา
วิตะมินรวม
น้ำมันปลา หรือเมล็ดแฟล้กซ์
กระเทียมอัดเม็ด ขมิ้นชันอัดเม็ด อบเชยอัดเม็ด
ลูกอมหวานๆยี่ห้อโปรด
ช็อกโกแล็ตนม ยี่ห้อแคดบูรี่ มันแข็งตัวได้นานหน่อย อย่างอื่นเละเป็นโจ๊ก
หมากฝรั่ง
เส้นใยและพลังงานฉุกเฉิน
ลูกเกด
แอปปริคอตแห้ง
ลูกพรุน
มะขามสามรส ช่วยขับถ่ายด้วย
กล้วยอบ กล้วยแผ่น
ผลไม้อบแห้งคละชนิด ให้มีสับปะรดด้วย
ถั่วลิสงคั่ว เมล็ดมะม่วงหิมพานต์คั่ว เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน
หมดนี่ให้แร่ธาตุและวิตะมินครบ
ขนมพวกปีโป้ ๗ ถุง สัปดาห์ละถุงพอหวานคอ จะนึกถึงวันเก่าๆ

อาหารสามมื้อ
ซีเรีย ล เช่น วีตแบรนของเคลล้อกซ์ หรือมูสลิกอย่างถุง (ราว ๑๕๐ บาท ซื้อที่ฟูดแลนด์ ถูกกว่าในกล่อง) ดูให้มีไฟเบอร์ ถึงแพงนิดก็ยังดี
จมูกข้าวสาลี งาดำ
ข้าวโอ๊ตกระป๋องสีแดง ใส่น้ำเดือด ใส่หญ้าหวานหน่อยนึง เอาชามครอบ ๓ นาที โรยลูกเกดกินได้ วิตะมินบีและเส้นใยเยอะ
ขนมปังแครกเกอร์ไส้ชีส
ขนมปังแครกเกอร์
บิสกิตผลไม้ไส้ต่างๆ ดูที่นำเข้าจากมาเลเซีย
สาหร่ายทะเล
หมูแผ่น หมูทุบ เนื้อแผ่น เนื้อทุบ หรือเนื้อเจอร์กี้
กุนเชียง
ซุปถุง ผสมน้ำร้อนทานได้เลย เดี๋ยวนี้มีหลายยี่ห้อ
ซุปแคมป์เบลสัก ๗ กระป๋องต่อครอบครัว เอาอย่างที่มีผัก เช่นมินิสโตรเน่ เปิดหารกันสัปดาห์ละกระป๋อง
คัพโจ๊ก ใส่ถุงซิปล็อคประหยัดที่
ปลากระป๋อง ปลาทูน่ากระป๋อง สแปม
แกงกะหรี่สำเร็จใส่ซองของญี่ปุ่น จะแพงหน่อยก็ซื้อมาเถอะกินสักอาทิตย์ละ ๑ มื้อ
ปลาข้าวสารหรือปลากะตักทอด
น้ำพริกตาแดง น้ำพริกปลาป่น หรือน้ำพริกนรก
ถั่วเขียว (ดิบ) ไว้ทำถั่วงอก
ข้าวเหนียว/ข้าวสวยหุง ปั้นเป็นแผ่นบางๆตากแห้ง จำนวนมาก
เกลือ พริกไทย พริกป่น ผงอบเชย (ใส่เครื่องดื่ม เช่นโกโก้และข้าวโอ๊ต) ผงกระเทียม (ซื้อที่ห้างท็อป) ซองเครื่องปรุงรสบะหมี่สำเร็จที่เราเก็บสะสมไว้
กระยาสารท ถั่วตัด งาตัด ของหวานประหยัดที่ พลังงานสูง  ไม่แนะบะหมี่สำเร็จเพราะกินแล้วไม่มีแรงแบกเป้เดิน

อุปกรณ์เสริม
ชามข้าว ช้อนก๋วยเตี๋ยว ถ้วยสเตนเลสมีหูเท่าจำนวนคนไว้ดื่มน้ำ
ถุงก้อบแก้บจำนวนมากไว้ขับถ่าย และใส่ขยะ
กระโถน ซื้อที่ไหนดีบอกหน่อยจ้า

สุขภาพ
หน้ากากนิรภัย เห็นว่าซื้อที่โลตัส
ยาแก้เชื้อรา ยี่ห้อที่ชอบ เช่นคลอไทรมาโซล หลอดใหญ่ไม่ต้องเขิน
ยาแก้แพ้ ที่เรียก CPM
ยาล้างตา บอริก แอซิด ยี่ห้ออะไรก็ได้ขวดพลาสติกโตๆ
ยาหม่อง ยาหอม พิมเสนน้ำ วิกวาโปรับ
ขี้ผึ้งหยอดตา เวลาตาแดง ล้างตาก่อนหยอด เรียก ออริโอมัยซินอายออยเมนท์
คาลาไมน์ เบตาดีน เอาขวดโตๆ แก้แพ้รังสี
เกล็ดด่างทับทิม ไว้ล้างผัก หรือละลายน้ำอาบ
ชุด แต่งแผล มี ตาข่ายเคลือบยาฆ่าเชื้อซื้อได้ที่ร้านขายยา กรรไกรใหม่ๆเล็กๆ ผ้าก้อสขนาดต่างๆ น้ำเกลือขวด ๑ ลิตรปลอดเชื้อ ครอบครัวละ ๓ ขวด
ยาธาตุน้ำขาว ตรากระต่ายบิน
ยาแก้ไอมะแว้ง
ยาอมแก้เจ็บคอ ยี่ห้อเซ็ปปาคอล มียาฆ่าเชื้อ ยี่ห้ออื่นแค่ทำให้ชาแต่ไม่ฆ่าเชื้อจะหายช้า แพทย์ใช้จ้ะ
อะม็อกซี่ ๕๐๐ แก้ติดเชื้อ
แค็ปซูลฟ้าทะลายโจร แก้เจ็บคอ
นอร์ฟล็อกซาซิน ยาฆ่าเชื้อถ้าท้องเสียหรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เตรียมไว้คนละ สิบเม็ด
อิมโมเดียม แก้ท้องเสีย
ผงถ่าน ดูดพิษอาหารเป็นพิษ
ผงเกลือแร่ ใช้เวลาท้องเสีย
กระเป๋าน้ำร้อน และผ้าพัน
ปลาสเตอร์ยา
แป้งอังกฤษตรางู แก้คันและผดผื่น
ผ้าพันเข่า ครอบครัวละสองผืน
เกล็ดเล็กน้อย แต่จำเป็น
เข็มกลัดซ่อนปลาย เล็ก ใหญ่ ครอบครัวละ ๑ พวงในแต่ละขนาด
กรรไกร เข็ม ด้าย
กรรไกรตัดเล็บ มันยาวไม่รู้ตัว
ผ้าอนามัย สุภาพสตรีอย่าลืม
ถุงยางอนามัย เดี่ยวมาแพ้ท้องกันช่วงวิกฤตนี่เอง

สิ่งสุดท้ายที่หยิบ ก่อนออกจากบ้าน

ของมีค่า เงิน พาสปอร์ต พระเครื่อง พระคาถาต่างๆ

อันนี้ของหรู ถ้าคุณเตรียมได้ก็อนุโมทนา

จักรยาน
ยางในรถยนต์
เรือยาง เสื้อชูชีพ
วิทยุสื่อสาร

18,399 Comments more...

เหตุการณ์ธรรมชาติแปลกๆ

by on ก.ย..19, 2010, under หน้าแรกของ LopezCreate Blog

เมฆเกลียวคลื่นที่รัสเซีย

ฟ้าผ่า 2 ครั้งติดกันที่ชิคาโก้

18,573 Comments more...

พลังจิต (Gsychergy)

by on ก.ย..19, 2010, under หน้าแรกของ LopezCreate Blog

พลังจิต (Gsychergy)

พลังจิต (Gsychergy) หมายถึง คลื่นความถี่ของพลังงานความคิด (Pranic Energy) ซึ่งเป็นพลังงานไฟฟ้าบวก (Proton) ไฟฟ้าลบ (Electron) ที่เกิดจากต่อมไพเนียล (Pineal Gland) ที่สมองตอนบน เมื่อบุคคลคิดต่อมนี้ จะสร้างคลื่นความถี่ของความคิดขึ้น คลื่นนี้อาจจะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ ขบวนการ ทางความคิด (Thinking Process) นั้น คลื่นนี้จะลอยอยู่รอบๆ ตัวผู้คิด เมื่อคิดถึงใคร คลื่นนั้นจะพุ่งตรงไปยัง ต่อมสร้างความคิดของผู้รับนั้น ถ้าผู้รับรับคลื่นความคิดนั้นได้ จะเกิดความคิดเช่นนั้นทันที เรียกว่า เกิดการรับรู้ความคิดของผู้อื่นได้

บุคคลที่มีพลังจิตสูง
บุคคลที่มีพลังจิตสูงคือ บุคคลที่มีสมาธิดี เช่น มีสมาธิอยู่ในขั้นกลางที่เรียกว่า อุปจารสมาธิ และสมาธิขั้นสูงที่เรียกว่า อัปปนาสมาธิ

การทำงานของพลังจิต
จิตจะทำงานได้ จิตต้องมีเครื่องมือคือ ร่างกายที่เป็นอยู่ของจิต จิตจึงแสดงผลออกมาให้เห็นได้ ส่วนของมันสมอง มีหน้าที่รับคำสั่ง ของจิตคือ ต่อมใพเนียล (Pinial Gland) ซึ่งเป็นต่อมเล็กๆสีแดงอมเทา รูปกรวย เป็นส่วนประกอบของปลายประสาท ต่อมนี้ อยู่ใน ส่วนกลางตอนบนของมันสมอง เมื่อ ต่อมไพเนียล รับคำสั่งของจิตต่อมนี้ จะสร้างเป็นคลื่นความถี่ออกมา คลื่นความถี่ จะมาก หรือน้อย ขึ้นอยู่กับความคิดนั้น และจะลอยอยู่รอบๆตัวผู้คิด และคลื่นความถี่นี้ จะวิ่งไปตามประสาทต่างๆ ทั่วร่างกาย

เพื่อควบคุมการทำงานของอวัยวะนั้นๆ พลังงานไฟฟ้าที่ควบคุมอวัยวะต่างๆ จะมีกระแสความถี่ต่างกัน ตามหน้าที่ของอวัยวะ และคนนั้นๆ อีกด้วย เช่น Electron และ Protron ที่ควบคุมการทำงานของ เซลล์เนื้อเยื่อของอวัยวะ ต่างๆ ทำให้มีการสร้าง และการทำลายของเซลล์ได้ตามปกติ เช่น ทำลายไป 10 เซลล์ก็จะสร้างขึ้นมาทดแทนเช่นเดิม อวัยวะนั้นจะทำหน้าที่ได้ตามปกติ สร้างภูมิต้านทานของร่างกาย ให้สูงเป็นปกติ ร่างกายจะแข็งแรงสมบูรณ์

การศึกษาพลังจิต
ได้มีการค้นคว้าทาง พลังจิต ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ประเทศไทยเรียกพลังนี้ว่า พลังอำนาจทิพย์ ในต่างประเทศ เช่น ชาวจีนโบราณเรียกว่า พลังแห่งชีวิต (Life Force Energy) ชาวยุโรป เช่น เยอรมันเรียกว่า พลังงานแม่เหล็กสัตว์ (Animal Magnetism) ชาวรัสเซียเรียกว่า พลังงานชีวภาพ (Bioplasmic Energy) นักวิทยาศาสตร์ในกลุ่มประเทศตะวันตกเรียกว่า พลังชีวภาพ (Bio Energy) หรือ พลังแม่เหล็กไฟฟ้า (Electo Magnetic Force)
บุคคลที่มีร่างกายแข็งแรงคือ ผู้ที่มีพลังจิตสมบูรณ์ควบคุม อยู่ทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น แจ่มใสกระฉับ กระเฉง พลังจิต จะเปล่งเป็นรัศมี ออกโดยรอบ ร่างกาย ตรงกันข้ามคนป่วย จะมี พลังจิต ควบคุมอยู่ เพียงเล็กน้อย ภูมิต้านทาน ในร่างกาย จะลดต่ำลง ร่างกายจะอ่อนแอ และจะมีร่างกายที่ปกติ เหมือนเดิมได้ เมื่อได้รับ พลังจิต นั้นๆเพิ่มขึ้น ดังนั้น พลังจิต จึงเป็นพลังงาน ที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย เช่น การหมุนเวียนของโลหิต การเจริญเติบโตของเซลล์ หากร่างกายส่วนใด ขาด พลังจิต ร่างกายส่วนนั้น จะไม่สามารถทำหน้าที่ใดๆ ได้ตามปกติ หรือร่างกายไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ พลังจิต ที่ใช้กันทั่วไปมี 3 ลักษณะคือ

1. Telepathy คือ พลังงานแห่งเมตตา พลังนี้ติดต่อกันได้โดยทางจิต เป็นพลังงานที่ใช้เพื่อการสร้างสรรค์
2. Telkynesys คือ พลังงานที่ใช้บังคับวัตถุให้เคลื่อนที่ หรือใช้เพื่อทำลายวัตถุต่างๆ เป็นพลังงานที่ใช้ เพื่อการบังคับ หรือเพื่อการทำลาย
3. Teleportation คือ พลังงานที่ใช้เพื่อการล่องหนหายตัว เมื่อใช้พลังงานนี้แล้ว สามารถเดินบนน้ำบนอากาศ หรือเพื่อผ่าน เครื่องกีดขวางได้

พลังจิตผิดปกติทำให้เจ็บป่วย
จิตมีอำนาจเหนือร่างกาย ที่เรียกว่า จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยจิต เมื่อจิตมีอำนาจของกรรมครอบงำอยู่ จิตนั้นจะสั่งกาย ซึ่งเป็นเครื่องมือของจิตตามอำนาจ ของกรรมนั้น เช่น จิตมีอำนาจของอกุศลกรรมมาก พลังงานไฟฟ้าที่ออกมา จะไม่มีความสมดุลย์ทางธรรมชาติ เช่น ทำให้พลังงานไฟฟ้าบวกสูงมาก พลังงานไฟฟ้าลบสูงมากบ้าง จะมีผลทำให้ระบบการสร้าง การทำลายของร่างกายไม่คงที่ ดังนี้

พลังงานไฟฟ้าบวกสูงมาก จะทำให้การสร้างเซลล์มากกว่าการทำลายหรือเท่าเดิม แต่รูปร่างโตกว่าเดิม จะเป็นสาเหตุของโรคบวม เนื้องอก เช่น โรคหัวใจ โรคมดลูก เนื้องอกธรรมดา เนื้องอกมะเร็ง เป็นต้น นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรคมะเร็ง ได้กล่าวถึง ทฤษฏีเกี่ยวกับมะเร็ง ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดว่า เซลล์มะเร็ง เกิดขึ้น ในตัวคนเราตลอดเวลา แต่ถูกทำลายโดย เซลล์เม็ดเลือดขาว ก่อนที่มันจะโตจนก่อพิษภัยแก่ร่างกาย โรคมะเร็ง เกิดขึ้นต่อเมื่อ ระบบภูมิคุ้มกัน ถูกกดดันการทำงานไว้ ทำให้ไม่สามารถขจัด เซลล์มะเร็ง ที่ก่อตัวขึ้น ดังนั้นถ้ามีอะไรก็ตามส่งผลกระทบ ต่อการทำงานของสมอง ที่จะควบคุม ระบบภูมิคุ้มกัน มะเร็งย่อมเกิดขึ้นได้

พลังงานไฟฟ้าลบสูงมาก จะทำให้การสร้างเซลล์น้อยกว่าการทำลายหรือเท่าเดิม แต่รูปร่างเล็กกว่าเดิม จะเป็นสาเหตุของ โรคลีบตีบต่างๆ เช่น หลอดเลือดตีบ ลิ้นหัวใจตีบ กล้ามเนื้อตาย มันสมองฝ่อ ภูมิต้านทานบกพร่อง ตับวาย ไตวาย กล้ามเนื้อหัวใจ ไม่ทำงาน เรียกว่า โรคไหลตาย เด็กเกิดมามี ร่างกาย ไม่สมบูรณ์เป็นต้น พลังงานไฟฟ้าภายในร่างกาย ของแต่ละบุคคลอาจไม่ เท่ากัน ก็เป็นได้ ผมเคยพบว่า การเพิ่มเลือด เกล็ดเลือดให้คนไข้ สภาพร่างกายคนไข้ไม่ยอมรับเลือด หรือเกล็ดเลือดนั้น เพราะเลือดใหม่ และเลือดเก่าไ ม่สามารถเข้ากันได้ แม้ทางการแพทย์จะวิเคราะห์แล้วว่า เป็นเลือดกรุ๊ปเดียวกัน

เมื่อพิจารณา ในสมาธิพบว่า พลังงานไฟฟ้าที่ควบคุมเม็ดเลือดนั้นไม่เท่ากัน แสดงว่า พลังงานควบคุม เม็ดเลือด ของแต่ละคนจะเท่ากัน หรือไม่เท่ากันก็ได้ และพบอยู่มาก กับกลุ่มผู้หลงผิด ที่ไปรับเอา พลังงานอื่น มากดทับ พลังจิต ของตนเอง ทำให้การทำงานของ พลังจิต ของตนผิดไป จิตนั้นจึงสั่งมาที่ สมองของตนผิด การแสดงออกของร่างกายจิตผิดไปด้วย เช่น กลุ่มของคนทรงเจ้าเข้าผี กลุ่มของคน เหล่านี้จะไปรับเอาเวทย์มนต์คาถา ของอิทธิฤทธิ์ ของอาถรรพ์ดวงวิญญาณเข้ามาสิง เช่น ดวงวิญญาณกุมารทอง นางกวัก ปลัดขิก เจ้าพ่อ เจ้าแม่ น้ำมันพราย หรือองค์เทพต่างๆ มาอยู่กับตน ที่เรียกว่า เดรัจฉานวิชา ไม่เป็นจิตดั้งเดิม ของตนเอง อาการป่วยของบุคคลเหล่านี้ ทางการแพทย์จะตรวจหา สาเหตุไม่พบ

การเพิ่มพลังจิตและการรับพลังจิต
บุคคลที่มีสมาธิดีจะมีคลื่นความถี่ และความรุนแรงของพลังงานความคิดสูง สามารถที่จะส่งพลังงานนั้น ไปยังบุคคลที่ตั้งเป้าหมาย ไว้ได้แน่ชัดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ตัวผู้รับได้ตามความปราถนานั้น เรียกว่า การเพิ่มและการรับพลังจิต การเพิ่มแต่ละครั้ง แต่ละคนไม่เหมือนกัน เพิ่มพลังจิต แต่ละครั้งนาน เท่าใด ผู้เพิ่มพลังจิตจะทราบได้ในสมาธิจิตนั้น หากผู้รับยังรับได้ ก็เพิ่มให้ต่อไป หากเห็นว่า พลังจิต ที่ส่งไปนั้นหยุดลง ก็หยุดเพิ่มพลังจิตในครั้งนั้น และต้องเพิ่มพลังจิตกี่ครั้งจึงจะได้ผล สิ่งนี้ไม่มีกำหนด แน่นอนขึ้นอยู่กับผู้รับ หากผู้รับสามารถรับพลังจิตได้มาก และเห็นว่าอวัยวะที่ผิดปกตินั้น เปลี่ยนเป็น ปกติเร็ว พลังจิตที่ส่งไปจะหยุดลง ควรหยุดเพิ่มพลังจิตให้ผู้ป่วยกลับไปทำสมาธิภาวนาด้วยตนเอง ผู้ป่วยจะสร้างพลังจิตที่ดีขึ้นมาได้ พลังจิตนั้นๆ จะบำบัดทุกข์ให้กับผู้ป่วยได้ในที่สุด

การเพิ่มพลังจิตกระทำได้ 3 ทาง คือ
1. เพิ่มที่อวัยวะนั้นโดยตรง
2. เพิ่มที่จุดกำเนิดของพลังจิต คือที่ต่อมไพเนียล
3. เพิ่มพลังจิตให้ครอบคลุมทั้งตัวผู้รับ จะเพิ่มให้ใครที่อวัยวะใดนั้นจะทราบและเห็นได้ในสมาธินั้นๆ

ผู้เพิ่มพลังจิตที่ดี

ผู้เพิ่มพลังจิตที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้คือ เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา และเมื่อเพิ่มพลังจิตให้กับใครก็ตามต้องรู้ทุกข์ รู้สาเหตุแห่งทุกข์ รู้หนทางดับทุกข์ และรู้วิธีการดับทุกข์นั้นๆโดยชัดแจ้งพร้อมตั้งตนอยู่ในพรหมวิหารธรรม และหิริโอตัปปธรรม

ผู้รับพลังจิตที่ดี คือ เป็นผู้ที่มี
1. ศรัทธา ผู้รับต้องมีศรัทธาที่จะรับพลังจิต
2. สมาธิ ผู้รับต้องมีความตั้งมั่นแห่งจิตอยู่กับกายและจิตของตน
3. สติ ผู้รับต้องมีความระลึกได้ว่าตนกำลังรับพลังจิตอยู่
4. ปัญญา ผู้รับต้องรู้จักการปล่อยวางความทุกข์ออกจากจิตใจในขณะนั้น
5. ความขยันหมั่นเพียร การรับพลังจิตนั้นต้องรับสม่ำเสมอและให้ตั้งอยู่ในคำสอนของพุทธองค์เป็นหลัก ดังกล่าวแล้ว

การเพิ่มพลังจิตผ่านบุคคลอื่นวัตถุอื่น
บางกรณีที่จำเป็น คือ ผู้ป่วยไม่สามารถขอรับพลังจิตด้วยตนเองได้ เช่นอยู่ในห้องผู้ป่วยหนัก อยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช อยู่ต่างประเทศ ผมได้ทดลองเพิ่มพลังจิตผ่านกระแสจิตของผู้ใกล้ชิด เช่น พ่อ แม่ บุตร สามี ภรรยา ผู้ดูแล หรือผ่านลงไปในน้ำดื่ม ก็สามารถช่วยผู้ป่วยได้บ้างเป็นบางส่วนเท่านั้น

ที่มา พลังจิตดอทคอม

13,849 Comments more...

สายพันธุ์ของมนุษย์ต่างดาว

by on ก.ย..19, 2010, under หน้าแรกของ LopezCreate Blog

สายพันธุ์ของมนุษย์ต่างดาว

มนุษย์ต่างดาวเป็นข่าวที่สร้างความสนใจให้กับคนไทยมากที่เดียวกับการพบเห็น สิ่งที่อาจจะเป็น “มนุษย์ต่างดาว”
กลางทุ่งนาของชาวบ้าน บ้านห้วยน้ำราก หมู่ 5 ตำบล จันจว้า อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงรายหลายสิบคน เมื่อเช้าของวันที่ 3 กันยายน 2458
ชาวบ้านบอกว่าสิ่งที่เห็นคล้าย คนแคระ สูงประมาณ 70 เซนติเมตร ผิวสีน้ำตาลเทา ศรีษะกลมโต
ไม่มีจมูก ปากเล็กบาง หน้าอกแบนราบ วนเวียนอยู่ในทุ่งนาเหมือนจะหาอะไรบางอย่างนานนับชั่วโมง หลังจากนั้นลอยตัวหายไปในท้องฟ้า

เรื่องราวของยูเอฟโอและมนุษย์ ต่างดาวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทรรศนะของนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่
แต่กลับเป็นเรื่องจริงของคนกลุ่มหนึ่ง คนกลุ่มนี้คือ นักยูเอฟโอวิทยา หรือ นักวิจัยยูเอฟโอ
ข้อมูลมหาศาลจากการศึกษาคนที่อ้างว่าเคยเผชิญหน้า กับมนุษย์ต่างดาวและ “เหยื่อ”
ที่ถูกลักพาตัวจำนวนมากของนักวิจัยยูเอฟโอ
ทำให้พวกเขาสามารถบอกรูปพรรณสัณฐานและจำแนกเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ต่างดาวซึ่ง บุกรุกโลกเราได้อย่างละเอียด

มนุษย์ต่างดาวมีมากถึงสามเผ่า พันธุ์และยังแยกย่อยอีกหลายสปีซีส์

นักวิจัยยูเอฟโอรู้จักมนุษย์ ต่างดาวเผ่าพันธุ์แรกจากเหตุการณ์จานบินตกที่รอสเวลล์ นิวเม็กซิโก
เมื่อปี 1947 เหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นเหตุให้มนุษย์ต่างดาว 4 คนเสียชีวิตและอีก 1 คนรอดมาได้
แต่ก็มีชีวิตอยู่จนถึงปี 1952 เท่านั้น

อ้างกันว่า แม็ก บราเซล พยานคนสำคัญของเหตุการณ์รอสเวลล์ พูดถึงมนุษย์ต่างดาวที่รอสเวลล์ไว้ว่า
“คุณก็รู้ว่าทุกๆ คนคิดว่าชาวอังคารคือมนุษย์สีเขียวตัวเล็กๆ แต่จริงๆ แล้ว พวกเขาไม่ใช่สีเขียว”

และว่ากันว่าซากศพของมนุษย์ต่างดาวทั้ง หมดและมนุษย์ต่างดาวที่ยังมีชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในฐานทัพอากาศ
ไรต์ แพตเตอร์สัน เมือง เดย์ตัน รัฐโอไฮโอ และที่แอเรีย 51 ทะเลสาปกรูม รัฐเนวาดา เพื่อการศึกษาและสร้างยานเลียนแบบจานบิน

มนุษย์ต่างดาว เผ่าพันธุ์นี้เรียกกันว่าพวก เกรย์(Greys)  ตามสีของผิวหนังซึ่งมีสีเทา  เกรย์มีลักษณะคล้ายมนุษย์(Humanoid)
มีขนาดเล็กและผอมบาง สูงประมาณ 3.5-4.5  ฟุต ผิวสีเทา มีสามหรือสี่นิ้ว  ศรีษะใหญ่ ไม่มีผม ดวงตาสีดำขนาดใหญ่
โพรงจมูกและริมฝีปากเล็ก ไม่มีหู และมีเลือดสีขาวเหลือง

นัก วิจัยยูเอฟโอรู้จักเกรย์มากขึ้นจากเหตุการณ์ลักพาตัว บาร์นี่ และ  เบ็ตตี้  ฮิลล์ ชาวอเมริกันที่นิวแฮมเชียร์ เมื่อปี  1961
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ลักพาตัวมนุษย์ครั้งแรกของโลกที่ถูกบันทึกไว้

จาก การสะกดจิตบาร์นีและเบ็ตตี้  ฮิลล์ทำให้รู้ข้อมูลว่าพวกเกรย์มาจากระบบดาว  “เซตา เรติคูลิ”
ในระบบดาวเซตาเรติคูแลน(เบอร์นาร์ด สตาร์)  ใกล้กลุ่มดาวโอไรออน(Orion)  หรือกลุ่มดาวนายพรานหรือกลุ่มดาวเต่า

พวก เกรย์มีสามสปีซีส์ สปีซีส์แรกคือ GREY TYPE A   คือพวกที่เสียชีวิตจากจานบินตกที่รอสเวลล์และพวกที่ลักพาตัวบาร์นี่และ เบ็ต  ตี้ ฮิลล์

สปีซีส์ที่สอง คือ GREY TYPE B  มีโครงสร้างคล้ายสปีซีส์แรก  แต่มีความสูงถึง 7-8 ฟุตและมีจมูกที่ใหญ่  มาจากกลุ่มดาวโอไรออน
พบเห็นที่ทางตะวันออกของรัสเซียเมื่อไม่นานมานี้

สปี ซีส์ที่สาม คือ GREY TYPE C เป็นพวกที่ตัวเล็กที่สุด สูงเพียง 3.5 ฟุต
มีโครงสร้างที่คล้ายสปีซีส์แรกมากที่สุดซึ่งอาจจะสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษ  เดียวกัน มาจากดาวเบลลาแทร็ก ในกลุ่มดาวโอไรออน

เกรย์เป็น ปฏิปักษ์กับมนุษย์อย่างชัดแจ้ง   และมนุษย์ต่างดาวพวกที่ลักพาตัวมนุษย์มากที่สุดคือเกรย์
เผ่า พันธุ์นี้สนุกสนานไปกับการนำมนุษย์ไปทดลอง   และชอบศึกษาระบบการสืบพันธ์ของมนุษย์   และยังเป็นพวกที่ชอบชำแหละวัวเพื่อนำอวัยวะไปศึกษาด้วย
ภาพ วาดมนุษย์ต่างดาว เผ่าพันธ์นอร์ดิกจาก คำบอกเล่าของทราวิส วอลตัน

มนุษย์ ต่างดาวเผ่าพันธุ์ที่สองคือ นอร์ดิก (Nordics)   นอร์ดิกมีรูปร่างหน้าตาคล้ายมนุษย์มาก แต่สูงใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วๆไป
มีดวง ตาสีน้ำเงิน ผมสีบลอน   ว่ากันว่าถ้าเจอพวกนอร์ดิกในท้องถนนจะไม่รู้เลยว่านี่คือมนุษย์ต่างดาว   นอร์ดิกมีสามสปีซี่ส์เหมือนพวกเกรย์

สปีซีส์แรก คือ HUMAN TYPE A  มีพันธุ์กรรมคล้ายมนุษย์ สูงราว 5-6 ฟุต  ผิวสวยและมีผมสีบลอนซ์ นอร์ดิกพวกนี้จะทำงานรับใช้หรือเป็นลูกมือพวกเกรย์ในการลักพาตัวมนุษย์

สปี ซีส์ที่สอง HUMAN TYPE B  มีพันธุ์กรรมคล้ายมนุษย์เช่นเดียวกับสปีซีส์แรก
นักวิจัยยูเอฟโอเชื่อว่าพวกนี้รับใช้พวกเกรย์เหมือนพวกแรก   แต่มีความเป็นมิตรกับมนุษย์

สปีซีส์ที่สาม HUMAN TYPE C   นักวิจัยยูเอฟโอบอกว่ายังรู้จักพวกนี้น้อยมากแต่รู้ว่าสปีซีส์นี้มีความเป็น
มิตรกับมนุษย์และพยายามขัดขวางการกระทำของพวกเกรย์เพื่อช่วยเหลือมนุษย์   นอร์ดิกสปีซีส์นี้ทำสงครามกับพวกเกรย์มาอย่างยาวนาน

ผู้ ถูกลักพาตัวหลายคนเล่าว่าเห็นพวกเกรย์ทำงานร่วมกับพวกนอร์ดิก
อย่างเคส  การลักพาตัวทราวิส วอลตัน   เขาเห็นทั้งพวกเกรย์และนอร์ดิกอยู่ในยานลำเดียวกัน

เรื่องราวของวอ ลตันเป็นที่สนใจของคนอเมริกันจำนวนมาก
จนกระทั่งบริษัทพาราเมาต์พิคเจอร์ต้องนำไปสร้างเป็นภาพยนต์ในปี ค.ศ.1993

โด นัลด์ วอร์ลีย์ นักวิจัยการลักพาตัวเล่าว่า จากประสบการณ์ 38 ปี   ในศึกษาการลักพาตัว
จำนวน 150 เคส พบว่าเป็นการลักพาตัวโดยพวกนอร์ดิกถึง 50  เคส
วอร์ลีย์บอกว่านอร์ดิกคล้ายมนุษย์ มีใบหน้าสวยงามรูปทรงเป็นเหลี่ยม   สูงมากกว่า 7 ฟุต ผมยาวสีบลอนซ์ ตาสีน้ำเงิน
สวมชุดรัดรูปและมีเสื้อคลุม  ส่วนใหญ่พบเห็นแต่เพียงเพศชาย  ไม่ค่อยพบเพศหญิงและเด็กๆ

วอร์ลีย์ ยังบอกว่า พวกนอร์ดิกเตือนผู้ถูกลักพาตัวหลายรายว่า   จะเกิดมหาภัยพิบัติกับโลกใน ปี 2012

ลักษณะรูปร่างของนอร์ดิก ที่คล้ายมนุษย์ทำให้เกิดคำถามว่า   มนุษย์มีกำเนิดและวิวัฒนาการบนโลกนี้จริงหรือ
เราอาจจะเป็นเผ่าพันธ์เดียวกับพวกนอร์ดิกที่มาจากดาวเคราะห์ดวงอื่นหรือไม่?

ภาพวาดมนุษย์ต่างดาว เผ่าพันธุ์เรพทิเลี่ยน

มนุษย์ ต่างดาวเผ่าพันธุ์ที่สามคือ เรพทิเลียน( Reptilians)   มีลักษณะคล้ายสัตว์เลื้อยคลาน หน้าตาคล้ายกิ้งก่า
แต่เดินสองขา สูง 6-8  ฟุตมีเกล็ดสีเขียว ดวงตาขนาดใหญ่สีเหลืองหรือสีทอง   ผู้พบเห็นหลายคนรายงานว่าเรพทิเลียนสวมหมวกครอบ(Hood)

แอนโธนี  ดอดด์   นักวิจัยการลักพาตัวผู้มีชื่อเสียงของสหราชอาณาจักรและอดีตนายตำรวจเผยผลการ  วิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า
การลักพาตัวมนุษย์เป็นฝีมือของพวกเกรย์ประมาณ  75-80% และอีก 20-25%  เป็นฝีมือของพวกนอร์ดิกและเรพทิเลียน

อย่างไร ก็ตามนักวิจัยยูเอฟโอบางคนก็เชื่อว่า  ยังมีมนุษย์ต่างดาวเผ่าพันธุ์อื่นๆ  อีก ที่เรายังไม่รู้ ฮาหมัด จามาลูดิน
นักวิจัยยูเอฟโอวิทยาที่มีชื่อเสียงของมาเลเซียเคยตั้งข้อสังเกตว่า   ส่วนใหญ่ของยูเอฟโอและมนุษย์ต่างดาวที่พบในมาเลเซียมีขนาดเล็ก
เมื่อเปรียบ เทียบกับที่พบในประเทศตะวันตก

ท่านเชื่อเรื่องเหล่านี้หรือ ไม่? แต่ก่อนตัดสินใจมาฟังคำพูดของ สตีเฟน  ฮอกิ้ง
นักวิทยาศาสตร์คนดังกันก่อน ฮอกิ้งเขียนไว้ในหนังสือประวัติย่อของกาลเวลา   (A Brief History of Time) ว่า

“บางคนอาจจะบอกว่า  การปรากฏตัวของสิ่งที่เรียกว่ายูเอฟโอ   คือหลักฐานบ่งชี้ถึงการมาเยือนของมนุษย์ในอนาคตหรือมนุษย์ต่างดาว
แต่สำหรับผมคิดว่า   การเดินทางมาเยือนโลกของมนุษย์ต่างดาวหรือมนุษย์ในอนาคตน่าจะเป็นไปอย่าง  เปิดเผย
และเป็นสถานการณ์ที่ไม่น่ายินดีเท่าใดนัก  ถ้าหากพวกเขาต้องการเปิดเผยตัว
ทำไมถึงเลือกปรากฏตัวในสถานการณ์หรือบุคคลที่ถูกประเมินว่าไม่อาจเชื่อถือ  ได้
และถ้าหากพวกเขาพยายามเตือนเราเกี่ยวกับมหันตภัย   วิธีการเช่นนี้คงใช้ไม่ได้ผล”

ที่มา palungjit.com

18,765 Comments more...

มนุษย์ต่างดาวในจินตนาการของคนส่วนใหญ่

by on ก.ย..19, 2010, under หน้าแรกของ LopezCreate Blog

มนุษย์ต่างดาวในจินตนาการของคนส่วนใหญ่

มนุษย์ ต่างดาว (Alien)เป็นสิ่งที่เชื่อว่าอาจมีอยู่จริงแต่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ ลักษณะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกโลก ซึ่งในความคิดของคนส่วนใหญ่ มักจะวาดภาพ มนุษย์ต่างดาว ลักษณะคล้ายคนแต่ ตัวเขียว หัวโต ตาโต เคยมาเยือนโลกโดยมากับ จานบิน
มนุษย์ ต่างดาวในจินตนาการมนุษย์ ปัจจุบันยังไม่ได้ข้อพิสูจน์เรื่องมนุษย์ต่างดาว แต่ก็ยังมีจินตนาการภาพลักษณ์ของมนุษย์ต่างดาวที่ได้ในสื่อต่างๆ ทั้งภาพยนตร์ นิยาย การ์ตูน และ วีดีโอเกม

ประเภท ของมนุษย์ต่างดาว

ได้มีการแบ่งประเภทตามลักษณะของผู้ที่อ้างว่าได้พบเจอมนุษย์ต่างดาวไว้ ดังนี้
* เกรย์ (Grey) หมายถึง สีเทา โดยประเภทนี้พบบ่อยที่สุด (ดังในรูป) มีลักษณะหัวโต ตาโตสีดำ รูปร่างคล้ายมนุษย์ ไม่มีขน นิ้วทุกนิ้วเรียวยาว ผิวหนังสีเทา จึงเป็นที่มาของชื่อ สื่อสารกันด้วยการใช้โทรจิต
* อเลสเฮนกา (Aleshenka) ตั้งตามชื่อหมู่บ้านแห่งหนึ่งในรัสเซีย ค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยหญิงสติไม่สมประกอบผู้หนึ่ง มีการบันทึกการพบเจอไว้ด้วยเทปของตำรวจ แต่ภายหลังพบว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงตัวอ่อนของมนุษย์เท่านั้น
* กึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์เลื้อยคลาน (Reptilian humanoid) ตัวสีเขียว รูปร่างคล้ายมนุษย์มี 2 ขา แต่มีผิวหนังและลักษณะคล้ายสัตว์เลื้อยคลาน
* ดรอป้า (Dropa) ตัวเล็กมาก ก่อนหน้านี้มีหลักฐานว่าเคยพบบริเวณพรมแดนจีน-ทิเบต ราว 1 หมื่นปีก่อน แต่ต่อมาพบว่าเป็นหลักฐานเท็จ และเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องกุขึ้น
* คล้ายหุ่นยนต์ (Robot) รูปร่างคล้ายหุ่นยนต์ในภาพยนตร์วิทยา ศาสตร์ เนื้อตัวเป็นโลหะ ขนาดค่อนข้างใหญ่
* คล้ายวิญญาณ (Soul) ไม่มีกายเนื้อ สีขาว คล้ายผีหรือ วิญญาณ (ตามคำบอกเล่าของ ศ.ดร.น.พ.เทพพนม เมืองแมน)

การเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาว
ได้มีการแบ่งประเภทการเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวไว้ 5 ระดับ คือ

* การเผชิญหน้าระดับที่หนึ่ง (Close Encounters of the First Kind) หมายถึง การได้พบปะหรือเจอะเจอกับจานบินหรือมนุษย์ต่างดาวในระยะที่ไกลห่างออกไป
เช่น จานบินลอยอยู่บนท้องฟ้า หรืออยู่ห่างจากผู้ที่พบเจอในระยะ 50 หลา เป็นต้น

* การเผชิญหน้าระดับที่สอง (Close Encounters of the Second Kind) หมายถึง การพบปะกับจานบินหรือมนุษย์ต่างดาวคล้ายกับการเผชิญหน้าระดับที่หนึ่ง
แต่อยู่ในระยะที่ใกล้ขึ้น เช่น อาจพบจานบินที่จอดอยู่บนพื้น เป็นต้น

* การเผชิญหน้าระดับที่สาม (Close Encounters of the Third Kind) หมายถึง การได้เข้าไปในจานบินจะด้วยสาเหตุใดก็ตามแต่สามารถจดจำประสบการณ์ได้และ สามารถออกมาได้

* การเผชิญหน้าระดับที่สี่ (Close Encounters of the Fourth Kind) หมายถึง การที่ถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป อาจจะถูกทดลองด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา
แต่สามารถจดจำประสบการณ์ได้และออกมาได้

* การเผชิญหน้าระดับที่ห้า (Close Encounters of the Fifth Kind) หมายถึง การที่มีการติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวในระดับที่เป็นกิจจะลักษณะ
สามารถสื่อสารกันได้ความระหว่างมนุย์โลกกับมนุษย์ต่างดาว

ที่มา Wiki

14,892 Comments more...

Illuminati

by on ก.ย..19, 2010, under หน้าแรกของ LopezCreate Blog

Illuminati คือ กลุ่มคนที่นับถือซาตานตามความเชื่อว่ากันว่ากลุ่ม Illuminati พยายามทำทุกอย่างให้มนุษย์

เเตกเเยกเเละไม่ต้องการให้ทุกคนรวมกันเป็นหนึ่งกับพระเจ้าจึงสร้างสถานะการณ์ทุกอย่างเพื่อขัดขวางการ

เดินทางกลับมาของพระผู้เป็นเจ้าอีกครั้งทั้งๆที่ทุกคนคงทราบว่า ทุกอย่าง คือ สิ่งเดียวกัน เเละ ไม่มีผู้ใด

เหนือกว่า เเละต่ำกว่าหากจิตเราสงบเเละใจเเต่สันติสุข ทุกอย่างก็คือ ตัวเราทั้งนั้นIlluminati เป็นกลุ่มคน

ผู้ทรงอำนาจที่ต้องการควบคุมชะตาของโลกใบนี้ ด้วยคำสั่ง NEW WORLD ORDER

จุดประสงค์ เพื่อจัดระเบียบโลกใบใหม่อย่างที่พวกเขาต้องการคือ พวกเขาจะต้องเป็นผู้ครอบครองโลกใบนี้

เเต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นไม่มีใครที่จะเหนือกว่า เพราะพวกเขาต้องการเป็นพระเจ้าเสียเองกลุ่ม Illuminati คือ

กลุ่ม Bilderberg ผู้ทรงอิทธิพล เเละควบคุมชะตาโลกใบนี้ด้วย สื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็น การเมือง, ธนาคาร,

ภาพยนต์, ทีวี , ดนตรี รวมทั้งอินเตอร์เน็ตด้วย กลุ่มคนเหล่านี้ ทราบว่า ดวงตา คือ คำตอบเเห่งโลกความ

เป็นจริงถ้าคนเคยอ่าน The Secret จะทราบว่า สิ่งใดก็ตามที่เราคิดจะเป็นจริงกลุ่ม Illuminati ทราบความ

ลับนี้มานานก่อนหนังสือเล่มนี้จะเปิดเผยเเละกลุ่ม Illuminati ควบคุมบุคคลผู้นำต่างๆในหลายๆประเทศรวม

ทั้งบุคคลผู้มีชื่อเสียงมากมาย เกือบทั่วทั้งโลกหากบุคคลใดที่ต่อต้าน เเละ ขัดเเย้ง ผลสรุปก็จะจบอย่างน่า

สลดใจเช่น ประธานาธิบดีที่โดนลอบสังหาร หรือ เเม้เเต่นักร้องที่โด่งดังระดับโลกก็ถูกป้ายสี เเละ ถูก

ฆาตกรรมเช่นเดียวกันถ้าคุณคิดว่า คุณไม่มีวันที่จะถูกบงการหรือถูกครอบงำจากคนกลุ่มนี้หรือ คุณไม่มี

วันที่จะเป็นส่วนนึงของการทำลายล้างโลกใบนี้

ขอให้คุณลองคิดดูให้ดีว่าจริงหรือเปล่านะเอย นะเอย ?

เพราะว่า อะไรก็ตามที่เราดูผ่านดวงตาสองคู่นี้

มันได้เป็นส่วนนึงของการสร้างจินตนาการไปเเล้วนั้นเองเเละอะไรก็ตาม

ที่คุณได้จินตนาการมันจะกลายเป็นจริง

เพราะ การสั่นสะเทือนของคลื่นพลังจิตที่สร้างออกมา

เมื่อคลื่นพลังจิตของมนุษย์จำนวนมากย่อมสร้างใ้ห้เกิดเร็วตามลำดับของผู้มองเห็นสิ่งเหล่านั้น

ที่มา ufokaokala

7,674 Comments more...

Looking for something?

Use the form below to search the site:

Still not finding what you're looking for? Drop a comment on a post or contact us so we can take care of it!

Archives

All entries, chronologically...